Linux23

จาก Wiki Opensource

บันทึกนี้ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 3-12-2555

ดูแลโดย WIBOON


Linux 23: จัดการ partition ของ hard disk ด้วยแผ่น SystemRescuedCd


เป้าหมาย

  • ให้เข้าใจการจัด PARTITION ของ HARD DISK
  • แนะนำเทคนิคการจัด PARTITION ของ HARD DISK สำหรับลินุกซ์และ MS WINDOWS
  • ที่จริงแล้วเราอาจสร้าง PARTITION โดยอัตโนมัติในนระหว่างขั้นตอนติดตั้งลินุกซ์ก็ได้
    แต่การที่เราสร้างรอไว้ก่อน เป็นเทคนิคการตรวจสอบความพร้อมของ HARD DISK ล่วงหน้าไว้ก่อน และจัดสร้าง PARTITION ได้ตามใจที่เราเลือกไว้


รายละเอียด

โครงสร้างของ HARD DISK

  1. โครงสร้างของ HARD DISK ประมาณว่าเป็นแผ่นจานแม่เหล็กกลมที่อ่านและบันทึกได้ ทำนองเดียวกับแผ่นซีดี จำนวนหลายแผ่นวางซ้อนกันอยู่ มีแกนหมุนเดียวกัน
  2. อธิบายโดยคร่าวๆคือขอเรียกหัวอ่านแผ่นจานแม่เหล็กกลมแต่ละแผ่นนี้ ว่า HEAD ในแผ่นจานแม่เหล็กกลมแต่ละแผ่นจะแบ่งเป็นร่องจากนอกสุดมาในสุด เรียกร่องนี้ว่า CYLINDER
    ในแต่ละร่องนี้ก็แบ่งซอยละเอียด เรียกว่า SECTOR
  3. เป็นอันว่าเดิมเราจะอ้างอิงตำแหน่งต่างๆบน HARD DISK ด้วยหน่วยของ HEAD, CYLINDER และ SECTOR
  4. เนื่องจากจำนวนของ HEAD, CYLINDER และ SECTOR เป็นไปตามใจผู้ผลิต ทำให้ยุ่งยากต่อการอ้างอิงใช้งาน
  5. ภายหลังจึงนิยมอ้างอิงด้วย SECTOR เริ่มต้นจาก 0 ไปจนถึงสุดท้าย ตามแต่ขนาดของ HARD DISK ลูกนั้น ไม่ต้องไปสนใจตำแหน่งกายภาพที่แท้จริง
  6. ทำให้อ้างอิงตำแหน่งได้ง่ายขึ้น เป็นรูปแบบเดียวกันหมด ซึ่งรวมไปถึงพวก FLASH DISK ที่ไม่ได้มีจานแม่เหล็กเป็นส่วนประกอบเลยด้วย
  7. ระบบปฏิบัติการเป็นตัวกำหนดว่าจะใช้ HARD DISK นี้ได้หรือไม่ ซึ่งก็รวมถึง HARD WARE ที่ต่อกับ HARD DISK นี้ด้วย
  8. การจัดโครงสร้างใน HARD DISK ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของระบบปฏิบัติการของแต่ละรุ่น
  9. ดูของจริงด้วยการบูทจากแผ่นซีดีลินุกซ์ SYSRESCCD รอจนได้ prompt แล้วสั่งทำงานแบบ GUI ด้วยคำสั่ง startx แล้วดู HARD DISK ด้วยคำสั่ง gparted
  10. ลินุกซ์เห็น HARD DISK เป็น DIRECTORY อยู่ภายใต้ /dev ชื่อ /dev/sda แตกต่างกับ MS WINDOWS ที่เป็น HARD DISK อยู่ภายใต้ Computer ชื่อ Local Disk (C:)
  11. หากมี HARD DISK อีกลูก ลินุกซ์จะเห็น HARD DISK ลูกใหม่เป็น /dev/sdb ไล่ลำดับเรียงตั้งแต่ /dev/sda, /dev/sdb, /dev/sdc .. ไปเรื่อยๆ
  12. โครงสร้างของ HARD DISK ที่นิยมในปัจจุบันขอแนะนำให้ใช้แบบ MSDOS
  13. โครงสร้างแบบ MSDOS เป็นมาตรฐานการใช้งานของ MS WINDOWS และลินุกซ์ก็ใช้งานได้
  14. เริ่มต้นที่หัวของ HARD DISK ก่อน นับจากเริ่มต้นเป็นจำนวนทั้งหมด 512 BYTE พื้นที่ส่วนนี้เรียกว่า MASTER BOOT RECORD เรียกสั้นๆว่า MBR
  15. MBR ถือว่าเป็นสมองของ HARD DISK หากส่วนนี้เสียหาย ก็เป็นว่า HARD DISK ทั้งลูกก็ใช้ไม่ได้ เหมือนโดนยิงสมองเละ สั่งการไม่ได้อีกแล้ว
  16. MBR เอาไว้เก็บการจัดโครงสร้างของ HARD DISK ที่เรียกว่า PARTITION TABLE
  17. ลินุกซ์เห็น PARTITION ตัวอย่าง /dev/sda1 หมายถึง PARTITION ที่ 1 ของ HARD DISK ลูกที่เป็น /dev/sda
  18. ตัวอย่าง /dev/sda2 หมายถึง PARTITION ที่ 2 ของ HARD DISK ลูกที่เป็น /dev/sda
  19. เนื่องจาก MBR มีขนาดเพียง 512 BYTE จึงเก็บข้อมูลตาราง PARTITION TABLE ได้ไม่เกิน 4 ชุด เท่านั้น คือ /dev/sda1, /dev/sda2, /dev/sda3 และ /dev/sda4
  20. ในอดีตตอนนที่ MS DOS ออกใหม่ๆ เมื่อสักประมาณปี 2530 ตอนนั้น HARD DISK มีความจุน้อย อยู่ที่สักประมาณ 10 MB
    แบ่งออกได้ไม่กี่ PARTITION ดังนั้นพื้นที่ MBR เพียง 512 BYTE ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
  21. พอ HARD DISK มีขนาดโตขึ้น จึงได้มีการพัฒนาให้แบ่ง PARTITION ได้มากขึ้น
  22. เราจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่อง PARTITION จะทำให้เราเข้าใจระบบปฏิบัติการมากขึ้น บนลินุกซ์เหมาะกับการเรียนรู้เรื่อง PARTITION เพราะมีข้อมูลชัดเจน
    ส่วนบน MS WINDOWS จะเรียนรู้ยาก เนื่องจากถูกจัดการให้ผู้ใช้รู้สึกใช้งานง่าย จนไม่เหมาะกับการศึกษาเรื่อง PARTITION เลย
  23. PARTITION ที่ปรากฏอยู่ใน MBR 512 BYTE เดิมๆจำนวน 4 ชุดนั้น เรียกว่า PRIMARY PARTITION
  24. เมื่อต้องการให้มี PARTITION มากกว่า 4 ชุด จึงต้องยอมสละ PRIMARY PARTITION ออกไป 1 อัน เปลี่ยนให้เป็นชนิดใหม่คือ EXTENDED PARTITON

ข้อกำหนดของ PARTITION

  1. ข้อกำหนดอันแรกของ PARTITION คือ มี PRIMARY ทั้งหมดได้ไม่เกิน 4 ชุด เท่านั้น และต้องอยู่บน MBR ด้วย
  2. ข้อกำหนดที่สองของ PARTITION คือ สามารถเปลี่ยน PRIMARY ให้เป็น EXTENDED ได้เพียง 1 ชุดเท่านั้น และต้องอยู่บน MBR ด้วย
    นั่นก็คือมี PRIMARY ทั้งหมดได้ไม่เกิน 3 ชุด และ EXTENDED อีกเพียง 1 ชุดเท่านั้น ที่อยู่บน MBR ด้วยกัน
  3. EXTENDED PARTITION ไม่ได้ใช้เก็บข้อมูลโดยตรงเหมือนกับ PRIMARY PARTITION แต่มีไว้เก็บข้อมูล PARTITION TABLE อื่นๆที่ไม่ปรากฏบน MBR
    ซึ่งตาราง PARTITION นอก MBR เหล่านี้จะถูกซุกกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ HARD DISK โดยไม่ได้เป็นกระจุกเดียวที่ติดต่อกันเหมือน MBR
  4. เมื่อต้องการสร้างพื้นที่เก็บข้อมูล ก็ต้องสร้าง PARTITION ชนิดที่เรียกว่า LOGICAL PARTITION ขึ้นมาภายใต้ EXTENDED
  5. ข้อกำหนดที่สามของ PARTITION คือ LOGICAL ต้องอยู่ภายใต้ EXTENDED เท่านั้น
  6. บางทียังมีพื้นที่เหลือจาก LOGICAL ก็อนุญาติให้เอาพื้นที่ส่วนเหลือจาก LOGICAL มาสร้าง EXTENDED ชุดใหม่ได้อีก 1 ชุด
  7. ต่อไปก็สร้าง LOGICAL และ EXTENDED ได้อีกเรื่อยๆ วนอย่างนี้ไปจนกว่าจะหมดพื้นที่ของ HARD DISK เริ่มเรียงลำดับตั้งแต่ /dev/sda5, /dev/sda6 .... ไปเรื่อย
  8. เมื่อสร้าง PARTITION แล้ว เราจึงจะสามารถ FORMAT ให้เป็นประเภทต่างๆตามแต่ระบบปฏิบัติการ
  9. ในอดีตลินุกซ์ใช้ FORMAT แบบ EXT2 พอตอนหลังเปลี่ยนเป็น EXT3 ซึ่งคล้ายกับ EXT2 ต่างกันที่เห็นได้ชัดคือ
    บน EXT3 เวลาบูทระบบปฏิบัติการลินุกซ์ขึ้น หากพบข้อสงสัยว่าบกพร่อง ระบบจะทำการ SCAN DISK ด้วยโปรแกรม FSCK ให้โดยอัตโนมัติ ส่วน EXT2 ไม่มี ผู้ใช้ต้องทำด้วยตนเอง
  10. ข้อจำกัดของ EXT3 คือเห็นพื้นที่ DISK ไม่เกิน 2 TB จึงได้พัฒนาเป็น EXT4 ออกมา
  11. ขอแนะนำให้ใช้ EXT3 ก็พอ เนื่องจากบางที EXT4 อาจอุ้ยอ้ายเกินไปสำหรับงานที่เราต้องการ

ขั้นตอนปฏิบัติ

  1. บูทจากแผ่นซีดีลินุกซ์ SYSRESCCD รอจนได้ prompt
    (ใน LAB ที่ติดตั้งด้วย VM ให้ใช้ไฟล์ systemrescuecd-x86-3.1.1.iso)
  2. แล้วสั่งทำงานแบบ GUI ด้วยคำสั่ง
    startx
  3. แล้วดู HARD DISK ด้วยคำสั่ง
    gparted
  4. การสร้าง PARTITION สำหรับลินุกซ์ ให้สร้างเพียง 2 PARTITION ก็พอ โดยให้ PARTITION ที่ 1 ใช้เป็น EXT3 ส่วน PARTITION ที่ 2 ก็ให้เป็น LINUX SWAP
  5. ให้คำนวณขนาด PARTITION ลงบนกระดาษให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยลงมือสร้างจริงๆ
  6. LINUX SWAP มีหน้าที่รับฝากข้อมูลที่กำลังทำงานอยู่บน RAM ดังนั้นขนาดของ PARTITION ที่เป็น LINUX SWAP โดยประมาณเท่ากันกับ RAM ที่มีของ PC ก็พอ
    หากมีพื้นที่ DISK เหลือเยอะ ก็จัดไปเกินๆเป็นสัก 4 GB ไปเลยก็ได้ให้ PARTITION ที่ 1 ใช้เป็น EXT3 ส่วน PARTITION ที่ 2 ก็ให้เป็น LINUX SWAP
  7. ที่เหลือจาก LINUX SWAP ก็จัดให้เป็น EXT3 ทั้งหมด
  8. คราวนี้ก็ลงมือสร้างจริงๆ เริ่มจากทำลายโครงสร้าง PARTITION เดิมทิ้งซะเลย ไม่ต้องเสียเวลาไปลบทีละ PARTITION
  9. สร้างโครงสร้าง PARTITION ใหม่เป็นแบบ MSDOS แล้วจัดสร้างให้ PARTITION ที่ 1 เป็น EXT3 แล้วตามด้วย PARTITION ที่ 2 ก็ให้เป็น LINUX SWAP
  10. ถึงตอนนี้เราก็ได้ HARD DISK ที่มีโครงสร้างเหมาะสมพร้อมติดตั้งลินุกซ์แล้วคือ /dev/sda1 แบบ EXT3 และ /dev/sda2 แบบ LINUX SWAP
  11. ลองใช้คำสั่งเพื่อดูข้อมูลของ HARD DISK พิมพ์คำสั่งดังนี้
    fdisk -l